สหรัฐฯ เดินเกมรุก! USA Rare Earth ประกาศทุ่ม 2.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1 แสนล้านบาท) ฮุบเหมืองแรร์เอิร์ธยักษ์ใหญ่ในบราซิล หวังสร้างซัพพลายเชน "Mine-to-Magnet" นอกเอเชียเพื่อสยบการผูกขาดของจีน

อีคอมเมิร์ซอเมริกากำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่! เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ตัดสินใจเฉือนปริมาณการส่งพัสดุผ่านไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS) ลงถึง 20% เซ่นพิษ "วิกฤตขนส่งพัสดุ" ที่ต้นทุนน้ำมันและค่าแรงพุ่งสูงจนการส่งสินค้าเข้าถึงหน้าบ้านหรือ Last Mile กลายเป็นภาระหนัก การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่กระทบโครงสร้างโลจิสติกส์ แต่กำลังจะเปลี่ยน "ป้ายราคา" สินค้าบนหน้าจอของคนนับล้าน

ความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ระบุว่า Amazon จะลดปริมาณพัสดุที่ส่งผ่านระบบของ USPS ลงประมาณ 200 ล้านชิ้นต่อปี เพื่อหันไปใช้เครือข่ายโลจิสติกส์ที่ตนเองเป็นเจ้าของแทน มาตรการนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทันที โดยเฉพาะกับ USPS ที่ปัจจุบันแบกขาดทุนสะสมกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ และต้องเผชิญกับต้นทุนต่อชิ้น (Cost per piece) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทำไมการส่งพัสดุในพื้นที่ห่างไกลของสหรัฐฯ ถึงมีความเสี่ยง?

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดของ วิกฤตขนส่งพัสดุ ครั้งนี้คือความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล (Rural areas) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงด้วยปัจจัยสำคัญ:

  • ต้นทุน Last Mile ที่ไม่คุ้มทุน: พื้นที่ห่างไกลมีความหนาแน่นของการส่งสินค้าต่ำ (Low density) ทำให้รถขนส่งต้องวิ่งระยะทางไกลเพื่อส่งพัสดุเพียงไม่กี่ชิ้น เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนตรงนี้จึงกลายเป็นภาระที่ผู้ขนส่งรายเดิมอย่าง USPS แบกรับไม่ไหว
  • ค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) พุ่งกระฉูด: มีการประเมินว่าค่าจัดส่งสำหรับพื้นที่ห่างไกลอาจสูงถึง $16.50 ต่อชิ้น ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านทางราคาสินค้าหรือค่าธรรมเนียมการจัดส่งที่แพงขึ้น
  • การสูญเสีย Economy of Scale: เมื่อลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon ลดวอลลุ่มลง ทำให้ USPS เสียประสิทธิภาพในการกระจายต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ส่งผลให้ระดับการให้บริการอาจลดลง เช่น การส่งของล่าช้ากว่าเดิม

SME และผู้บริโภครับศึกหนัก: เมื่อค่าส่งคือตัวตัดกำไร

ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ขายสินค้าบน Amazon ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของยอดขายรวม คือกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะไม่มีระบบโลจิสติกส์เป็นของตนเองเหมือน Amazon จึงต้องแบกรับต้นทุนการส่งผ่านขนส่งสาธารณะที่แพงขึ้น จนสุดท้ายอาจต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามเพื่อรักษาความอยู่รอดในตลาด

Amazon จากร้านค้าสู่เจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน

การขยับครั้งนี้สะท้อนว่า Amazon กำลังก้าวข้ามการเป็นแค่ "Marketplace" ไปสู่การเป็น "Infrastructure Owner" อย่างเต็มตัว การลงทุนกว่า 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างเครือข่ายเข้าสู่เมืองเล็กๆ คือการคุมต้นทุน Last Mile เองทั้งหมดเพื่อรักษาฐานสมาชิก Prime ในขณะที่กลุ่มคนชนบทและผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องเผชิญกับความล่าช้าและราคาที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุปประเด็นสำคัญ: สงครามแร่เย็นที่ดุเดือด

  • Amazon ลดพึ่งพา USPS: เตรียมลดการส่งพัสดุผ่านไปรษณีย์สหรัฐฯ 20% เพื่อบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ด้วยตัวเอง
  • วิกฤตต้นทุน Last Mile: การส่งสินค้าถึงหน้าบ้านในพื้นที่ห่างไกลมีค่าใช้จ่ายพุ่งสูงจนไม่คุ้มทุน กระทบต่อเสถียรภาพการเงินของ USPS
  • ผู้บริโภคแบกภาระ: คนในเขตชนบทและธุรกิจ SME เสี่ยงต้องจ่ายค่าจัดส่งแพงขึ้น และอาจได้รับการบริการที่ล่าช้าลง
  • ยุทธศาสตร์คุมตลาด: Amazon ลงทุนมหาศาลสร้างเครือข่ายขนส่งเอง เพื่อลดการพึ่งพาหน่วยงานรัฐและคุมราคาในระบบสมาชิก Prime

ติดตามเจาะลึกสมรภูมิชิงทรัพยากรและวิเคราะห์หุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดได้ที่ https://lalanews.net/


ที่มา: www.cnbc.com