ทรัมป์พบสีจิ้นผิง ดีลใหญ่ที่กำหนดทิศทางภาษีนำเข้าและราคาของในไทยปี 2569
มาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรระลอกใหม่ของสหรัฐฯ หรือ ภาษีทรัมป์ จะเป็นตัวแปรหลักในการกำหนดทิศทางเงินเฟ้อและราคาขายปลีกสินค้าในไทยปี 2569 หากการเจรจาล้มเหลว สินค้าจีนที่ไม่สามารถส่งออกไปอเมริกาได้จะถูกระบายมายังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามราคาและโอกาสในการเป็นฐานรับจ้างผลิตทดแทน (Supply Chain Shift)
ในขณะเดียวกัน การเจรจาครั้งนี้ยังมีมิติเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับความผันผวนของ ค่าเงินอิหร่าน ที่ร่วงลงอย่างรุนแรงจากผลกระทบของสงคราม เนื่องจากจีนคือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ซื้อน้ำมันหลักของอิหร่าน ทำเนียบขาวจึงอาจใช้ข้อตกลงทางภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองให้ปักกิ่งช่วยกดดันรัฐบาลเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางราคาน้ำมันและเสถียรภาพการเงินโลก นักลงทุนที่ต้องการติดตามแรงกระเพื่อมต่อตลาดทุนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
สงครามการค้าแร่หายาก เดิมพันนวัตกรรมและหุ้นเทคโนโลยีโลก
การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ของจีนคือแกนหลักทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก
การเจรจาในส่วนนี้จะกำหนดทิศทางต้นทุนการผลิตของบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยมีซีอีโอระดับโลกอย่าง Elon Musk จาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากรโลก
ภาษีทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศไทยอย่างไร
หากสหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน สินค้าจีนที่ไม่สามารถส่งไปอเมริกาได้จะถูกระบายมายังตลาดไทย ทำให้เกิดสงครามราคาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
วิกฤตราคาน้ำมันและค่าเงินอิหร่านเกี่ยวโยงกับการค้าโลกอย่างไร
อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และจีนเป็นผู้ซื้อหลัก เมื่อเกิดสงครามและ ค่าเงินอิหร่าน ทรุดตัว ราคาน้ำมันดิบโลกจะพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นต้นทุนค่าขนส่งที่ดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้นตามไปด้วย
สรุปประเด็นสำคัญของข่าว
ซัมมิตนัดสำคัญ ทรัมป์เยือนปักกิ่งพบสีจิ้นผิง เพื่อจัดการปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าและข้อตกลงแร่หายาก
ปมขัดแย้งหนุนหลัง สงครามในตะวันออกกลางและแรงกดดันของ ค่าเงินอิหร่าน ทำให้จีนมีแต้มต่อในฐานะผู้ควบคุมเสถียรภาพพลังงานฝั่งเอเชีย
ทางรอดของไทย ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งวิกฤตสินค้าจีนทะลัก และโอกาสในการเป็นฐานการผลิตทดแทนในอนาคต
ที่มา : CNBC