กระแสความกังวลเรื่อง วิกฤตเครดิตเอกชน ในรูปแบบ Private Credit หรือสินเชื่อนอกระบบธนาคาร กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัวครับ! เมื่อนักลงทุนเริ่มตื่นตระหนกและแห่ถอนเงินคืน (Redemption) จนเกิดคำถามสำคัญว่าระบบนิเวศของตลาดหนี้ที่ขาดความโปร่งใสและสภาพคล่องต่ำเช่นนี้จะรับมือกับแรงกระแทกได้แค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อ "Private Credit" ได้กลายพันธุ์มาอยู่ในรูปแบบที่ซื้อง่ายขายคล่องอย่าง ETF เป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องสภาพคล่องที่อาจลามสู่ตลาดพันธมิตร นี่คือจุดเสี่ยงที่นักลงทุนตราสารหนี้ต้องระวังอย่างยิ่งในนาทีนี้
Fixed-income ETF ได้รับผลกระทบอย่างไร?
ความขัดแย้งหลักของเรื่องนี้คือ Private Credit ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เทรดรายวัน แต่ ETF กลับทำได้ครับ ผลที่ตามมาคือเมื่อเกิด วิกฤตเครดิตเอกชน กองทุน Private Credit ทั่วไปมักจะ "ปิดประตู" (Gating) ห้ามถอนเงินเพื่อป้องกันการแห่ถอนเงินจนระบบพัง แต่สำหรับนักลงทุน ETF คุณมีทางออกเสมอ เพียงแต่เป็นทางออกที่ต้องจ่าย "ส่วย" ราคาแพง เพราะคุณอาจต้องยอมขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริง (Discount to NAV) เพื่อแลกกับเงินสดในวันที่ตลาดไร้สภาพคล่องนั่นเอง
ไส้ในของวิกฤต: เมื่อยักษ์ใหญ่เริ่มสั่นคลอน
Todd Rosenbluth หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก VettaFi ระบุว่า กองทุน ETF รุ่นบุกเบิกส่วนใหญ่ไม่ได้ถือครองสินเชื่อโดยตรง แต่ลงทุนผ่านบริษัทพัฒนาธุรกิจ (BDCs) ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้บ้าง แต่ในสภาวะวิกฤต ความกังวลยังคงปกคลุมหนาแน่น เห็นได้จากตัวเลขที่น่าตกใจของกองทุนยักษ์ใหญ่:
- BIZD (VanEck BDC Income ETF): กองทุนระดับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ร่วงไปแล้ว 13% ตั้งแต่ต้นปี เพราะไปถือหุ้นใน Blue Owl Capital ที่ราคาหุ้นดิ่งเหวถึง 46%
- PCR (Simplify VettaFi Private Credit Strategy ETF): ติดลบไปประมาณ 20% ในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นที่ถดถอยอย่างรุนแรง
กลยุทธ์ของพี่เบิ้ม: Apollo และ BlackRock
ท่ามกลางความผันผวน ยักษ์ใหญ่อย่าง State Street ร่วมมือกับ Apollo Global ออกกองทุนที่พยายามผสมผสาน Private Credit เกรดลงทุน (Investment-Grade) เข้ามาเพื่อทำกำไรให้เหนือกว่าดัชนีบอนด์ทั่วไป ขณะที่ Jeffrey Rosenberg จาก BlackRock มองว่าแม้จะมีความเสี่ยงเรื่องการ Mismatch ของสินทรัพย์และหนี้สินจาก วิกฤตเครดิตเอกชน แต่เขาเชื่อว่าความเสี่ยงนี้จะค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาอย่างช้าๆ มากกว่าจะเป็นระเบิดเวลาที่ตู้มเดียวจบครับ
สรุปประเด็นร้อน วิกฤตเครดิตเอกชน
- สภาพคล่องคือกับดัก: การนำสินทรัพย์ที่ปล่อยยากมาทำเป็น ETF ทำให้เกิดความเสี่ยงราคาตลาดร่วงต่ำกว่ามูลค่าจริง (Discount)
- กฎเหล็ก 35%: กองทุน ETF ที่ลงทุนตรงถูกจำกัดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 35% ของพอร์ตเพื่อเป็นกันชนรับแรงกระแทก
- ยักษ์ใหญ่บาดเจ็บ: กองทุน BIZD และ PCR ติดลบหนักตามราคาหุ้นผู้บริหารจัดการสินเชื่อที่ดิ่งเหว
- ทางรอดนักลงทุน: การย้ายเงินจากบอนด์ระยะยาวไปสู่ระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน
ในสภาวะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มไม่เป็นใจ วิกฤตเครดิตเอกชน ครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า "สภาพคล่องที่หลอกตา" ในกองทุน ETF จะสามารถปกป้องเงินในกระเป๋าคุณได้จริง หรือจะเป็นเพียงช่องทางให้เราเห็นมูลค่าเงินในพอร์ตละลายหายไปแบบ Real-time นักลงทุนไทยจึงควรตรวจสอบไส้ในของกองทุนตราสารหนี้ที่ถืออยู่ให้ดีก่อนจะสายเกินไปครับ!
ไม่อยากพลาดทุกความเคลื่อนไหว? อ่านบทความวิเคราะห์การลงทุนและเทคนิคการเทรดเพิ่มเติมได้ที่: https://aslan.ai/
ที่มา: www.cnbc.com