KKP SET คือหุ้นอะไร เจาะจุดแข็งของโมเดลธุรกิจแบงก์ผสมเวลธ์ในเครือเดียวกัน พร้อมประวัติความเป็นมา ผู้ถือหุ้นใหญ่ และความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

หุ้น KKP SET หรือธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่เกิดจากการรวมธุรกิจธนาคารกับบริษัทหลักทรัพย์ภัทรตั้งแต่ปี 2555 ทำให้มีทั้งฝั่งปล่อยสินเชื่อรายย่อยและฝั่งบริหารความมั่งคั่งให้นักลงทุนรายใหญ่อยู่ในองค์กรเดียวกัน จุดแข็งนี้ทำให้ KKP มีโครงสร้างรายได้ที่ต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างชัดเจน

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) รวมกันได้ยังไง จนกลายเป็น 4 ธุรกิจในเครือเดียว

จุดเริ่มต้นของ KKP SET ย้อนไปถึงปี 2514 เมื่อบริษัทเกียรตินาคินก่อตั้งขึ้น ตามมาด้วยบริษัทเงินทุนภัทรในปี 2515 ก่อนทั้งสองสายธุรกิจรวมกิจการกันในเดือนกันยายนปี 2555 กลายเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันเครือประกอบด้วยสี่หน่วยหลัก ได้แก่

  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร — ดูแลฝั่งสินเชื่อและเงินฝาก
  • บริษัทหลักทรัพย์ภัทร — ดูแลฝั่งนายหน้าและวาณิชธนกิจ
  • บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร — ดูแลฝั่งบริหารกองทุน
  • KKP Dime — แพลตฟอร์มลงทุนดิจิทัล เปิดตัวปี 2564

Profile Facts

รายละเอียด

สาขา/สินทรัพย์หลัก

ราวๆ 60 กว่าแห่งทั่วประเทศ ในกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินและธนาคาร ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และอสังหาฯเป็นหลัก

ลูกค้า

สองขั้ว — รายย่อยที่กู้ซื้อรถ/กู้ธุรกิจเอสเอ็มอี และลูกค้าเวลธ์รายใหญ่ที่ใช้บริการฝั่งภัทร

ผู้ถือหุ้นใหญ่

ไม่มีเจ้าของรายเดียวคุมเบ็ดเสร็จ อันดับหนึ่งคือใบรับฝากหลักทรัพย์ไทย (NVDR) ราวๆ 14-15% ที่เหลือกระจายในมือตระกูลผู้ก่อตั้งและนักลงทุนสถาบัน

การเห็นภาพโครงสร้างนี้ช่วยให้เข้าใจว่าทำไม KKP จึงเคลื่อนไหวเหมือนบริษัทที่มีสองธุรกิจซ้อนกันมากกว่าธนาคารเดี่ยวๆ แห่งหนึ่ง

เงินไหลเข้าหุ้น KKP ทางไหน เปิด 2 ช่องทางรายได้ที่คู่ขนานกัน

รายได้หลักของ KKP SET มาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin หรือ NIM) ระหว่างดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้กับต้นทุนเงินทุน โดยสัดส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่คิดดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา ต่างจากธนาคารที่พึ่งพาเงินฝากรายย่อยเป็นหลัก KKP ใช้เงินทุนผสมทั้งเงินฝากและการออกตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง ทำให้ต้นทุนเงินทุนเคลื่อนไหวตามภาวะตลาดตราสารหนี้มากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานเงินฝากมั่นคงกว่า

อีกขาหนึ่งที่มีน้ำหนักไม่น้อยคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) ซึ่งมาจากค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุนและวาณิชธนกิจของภัทร รวมถึงรายได้จากการบริหารสินทรัพย์ให้ลูกค้าเวลธ์ รายได้ส่วนนี้จึงผันผวนตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และภาวะตลาดทุนมากกว่าตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การมีรายได้สองขาที่ขยับตามปัจจัยต่างกันเช่นนี้ทำให้กำไรของ KKP อ่านยากกว่าธนาคารที่พึ่งพาดอกเบี้ยเป็นหลักเพียงอย่างเดียว

KKP กับ TISCO ต่างกันอย่างไร จุดที่ทำให้ทั้งคู่ไม่เหมือนแบงก์ทั่วไป

เทียบกับธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสาขาหลักร้อยแห่งและพอร์ตสินเชื่อครบทุกกลุ่มลูกค้าอย่าง KBANK KKP เลือกโฟกัสแคบกว่ามาก สาขามีอยู่ราวๆ 60 กว่าแห่งเท่านั้น และพอร์ตสินเชื่อหลักกระจุกอยู่ที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (Hire Purchase) ทั้งรถใหม่และรถมือสอง ควบคู่กับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์และเอสเอ็มอี ทำให้ผลประกอบการผูกกับวัฏจักรราคารถและกำลังซื้อครัวเรือนมากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่กระจายความเสี่ยงได้กว้างกว่า คู่เทียบที่ใกล้เคียงที่สุดคือ TISCO ซึ่งใช้โมเดลเช่าซื้อรถผสมเวลธ์เหมือนกัน

อีกจุดต่างคือธุรกิจหลักทรัพย์ในเครือ เกียรตินาคินภัทรมีบริษัทหลักทรัพย์ภัทรดูแลวาณิชธนกิจและบริหารความมั่งคั่งลูกค้าสินทรัพย์สูง (High Net Worth) อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ต่างจากธนาคารทั่วไปที่มักแยกธุรกิจนี้เป็นบริษัทลูกขนาดเล็กกว่า รายได้ค่าธรรมเนียมฝั่งนี้จึงมีน้ำหนักใกล้เคียงรายได้ดอกเบี้ย ต่างจาก MTC และ SAWAD ที่ปล่อยสินเชื่อทะเบียนรถอย่างเดียว ไม่มีใบอนุญาตธนาคารหรือธุรกิจหลักทรัพย์ จุดต่างนี้ทำให้ควรเทียบ KKP กับกลุ่มที่มีโครงสร้างธุรกิจใกล้เคียงกันมากกว่าแบงก์ใหญ่

หุ้น

ธุรกิจหลัก

มีธุรกิจเวลธ์ในเครือ

ใบอนุญาตธนาคาร

KKP

เช่าซื้อรถยนต์ + อสังหาฯ/เอสเอ็มอี + วาณิชธนกิจ

มี (ภัทร)

มี

TISCO

เช่าซื้อรถยนต์ + เวลธ์

มี

มี

KBANK

สินเชื่อครบวงจร รายย่อย-องค์กร

มี (แยกบริษัทลูก)

มี

SAWAD

สินเชื่อทะเบียนรถ

ไม่มี

ไม่มี

สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ KKP เสี่ยงตรงไหน 2 จุดที่นักลงทุนควรรู้ก่อน

ความเสี่ยงหลักของ KKP SET ผูกกับโครงสร้างธุรกิจสองขาโดยตรง สรุปเป็น 2 จุดที่ต้องเผื่อใจไว้เสมอ:

  • ฝั่งสินเชื่อ: คุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะพอร์ตรถมือสองที่อ่อนไหวต่อราคาตลาดรถใช้แล้วและกำลังซื้อภาคครัวเรือน หากราคารถมือสองปรับตัวลงหรือลูกหนี้ผ่อนไม่ไหว หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีแนวโน้มขยับขึ้นเร็วกว่าธนาคารที่กระจายพอร์ตสินเชื่อไปหลายกลุ่มมากกว่า
  • ฝั่งเวลธ์: รายได้ค่าธรรมเนียมจากฝั่งหลักทรัพย์และบริหารความมั่งคั่งที่แลกกับความผันผวนตามภาวะตลาดทุน ปีที่ตลาดหุ้นซบเซาหรือปริมาณซื้อขายลดลง รายได้ส่วนนี้ก็มีแนวโน้มหดตามไปด้วย ทำให้ผลประกอบการไม่ได้เคลื่อนไหวตามดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว

การเข้าใจความเสี่ยงสองชั้นนี้ช่วยให้มองภาพรวมของ KKP ได้ครบมากกว่าดูแค่ตัวเลขสินเชื่อฝั่งเดียว

FAQ คำถามที่คนค้นบ่อยเกี่ยวกับหุ้น KKP SET

KKP เป็นธนาคารของใคร ใครถือหุ้นใหญ่ ? 

KKP SET ไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวที่ถือในระดับควบคุมชัดเจน ผู้ถือหุ้นอันดับต้นๆ คือ Thai NVDR ตามด้วยกลุ่มตระกูลผู้ก่อตั้งและนักลงทุนสถาบันหลายราย

KKP กับ TISCO ต่างกันอย่างไร ? 

ทั้งคู่มีโมเดลผสมเช่าซื้อรถยนต์กับเวลธ์คล้ายกัน แต่สัดส่วนธุรกิจย่อยและขนาดพอร์ตแต่ละขาต่างกัน ควรดูโครงสร้างรายได้ล่าสุดของแต่ละบริษัทประกอบการพิจารณา

KKP มีความเสี่ยงอะไรที่ต่างจากธนาคารทั่วไป ? 

ความเสี่ยงหลักผูกกับคุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และความผันผวนของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งธนาคารขนาดใหญ่ที่กระจายพอร์ตกว้างกว่าจะเผชิญความเสี่ยงนี้น้อยกว่า

ธุรกิจในเครือ KKP มีอะไรบ้าง ? 

มีสี่ส่วนหลักคือธนาคารเกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ภัทร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และ KKP Dime แพลตฟอร์มลงทุนดิจิทัล

สรุป KKP SET หุ้นกลุ่มการเงินที่มีมากกว่าคำว่าธนาคาร

  • ก่อตั้งจากการรวมกิจการเกียรตินาคินและภัทรในปี 2555
  • ธุรกิจหลักคือเช่าซื้อรถยนต์ผสมกับวาณิชธนกิจและเวลธ์แมเนจเมนท์
  • ฐานลูกค้าสองขั้ว รายย่อยที่กู้ซื้อรถ และลูกค้าเวลธ์รายใหญ่
  • ผู้ถือหุ้นกระจายตัว ไม่มีเจ้าของหลักที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
  • ความเสี่ยงผูกกับราคารถมือสองและความผันผวนของตลาดทุน

มองในภาพรวม จุดที่ทำให้ KKP SET น่าติดตามต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปคือโครงสร้างรายได้สองขาที่ไม่เคลื่อนไหวไปทางเดียวกันเสมอไป การติดตามทั้งฝั่งคุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อและฝั่งปริมาณธุรกรรมในตลาดทุนจึงจำเป็นพอๆ กัน ใครที่อยากเห็นภาพชัดกว่านี้สามารถเทียบหุ้นกลุ่มการเงินแบบเจาะลึกได้ที่นี่ ก่อนติดตามความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นและการลงทุนทุกวันที่ Aslan.ai