สรุปภาพรวมงบกลาโหมโลกที่พุ่งทุบสถิติในปี 2025 ส่งผลต่อราคาหุ้นกลุ่มอาวุธอย่างไรในปี 2026? วิเคราะห์หุ้น Defense ตัวเด่นและโอกาสทำกำไรที่นักลงทุนต้องรู้
ช่วงปีที่ผ่านมา หากใครติดตามข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศ จะเห็นว่าตัวเลขงบประมาณทหารทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แตะ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ SIPRI ถึงแม้ตอนนี้จะเข้าสู่ปี 2026 แล้ว แต่เม็ดเงินมหาศาลที่ถูกอนุมัติไปในปี 2025 ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นและทิศทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในปีนี้
สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาส บทความนี้จะสรุปให้ฟังว่าตัวเลขงบประมาณปี 2025 บอกอะไรเราบ้าง และทำไมหุ้นกลุ่มกลาโหม (Defense Stocks) ถึงยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในพอร์ตลงทุนปี 2026
1. ย้อนดูภาพรวมงบปี 2025 เมื่อโลกแข่งกันเพิ่มงบทหาร
สาเหตุที่งบประมาณปี 2025 พุ่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่มาจากความขัดแย้งในหลายพื้นที่ที่ยังไม่จบลง ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรป ต้องเร่งเพิ่มงบเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เยอรมนีและหลายประเทศในยุโรปปรับงบกลาโหมเกินเกณฑ์ 2% ของ GDP เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
ในขณะที่สหรัฐฯ แม้ตัวเลขการใช้จ่ายในปี 2025 จะลดลงไปบ้างเพราะนโยบายช่วยเหลือต่างประเทศที่ชะลอตัว แต่ทางเพนตากอนก็ได้เสนอแผนงบประมาณสำหรับปี 2027 ไว้สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าเม็ดเงินในอุตสาหกรรมนี้จะไม่หายไปไหนแน่นอน
2. ทำไมหุ้นกลุ่มกลาโหมถึงยังน่าสนใจในปี 2026?
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อข่าวผ่านไปแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ยังน่าลงทุนอยู่ไหม? คำตอบคือ "ความต่อเนื่อง" หุ้นกลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษที่ต่างจากหุ้นเทคโนโลยีหรือหุ้นค้าปลีก:
- คำสั่งซื้อระยะยาว: ธุรกิจกลาโหมส่วนใหญ่ทำงานร่วมกับรัฐบาล เป็นสัญญาที่กินระยะเวลาหลายปี ทำให้บริษัทมีรายได้ค่อนข้างแน่นอน ต่างจากธุรกิจทั่วไปที่ผันผวนตามยอดขายรายเดือน
- งบประมาณที่ตกลงกันไว้แล้ว: เมื่อรัฐบาลประกาศตัวเลขงบประมาณออกมาแล้ว การตัดงบหรือยกเลิกโครงการระหว่างทางทำได้ยากมาก ทำให้รายได้ของบริษัทเหล่านี้ค่อนข้างมั่นคงแม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน
- นวัตกรรมใหม่ๆ: อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีแค่ปืนหรือรถถังแล้ว แต่รวมถึงโดรน ระบบสั่งการด้วย AI และเทคโนโลยีไซเบอร์ ซึ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังทุ่มเงินลงไป
3. หุ้นกลุ่ม Defense ตัวไหนที่น่าติดตาม?
จากผลการดำเนินงานในปี 2025 ที่ผ่านมา มีบริษัทกลาโหมหลายแห่งที่ราคาหุ้นตอบรับกับงบประมาณทหารอย่างชัดเจน:
- Hanwha Aerospace (เกาหลีใต้): โดดเด่นเรื่องปืนใหญ่อัตตาจร K9 ที่เป็นที่นิยมมากในตลาดส่งออก ปัจจุบันมีคำสั่งซื้อค้างส่ง (Backlog) ในมือจำนวนมาก
- Rheinmetall (เยอรมนี): บริษัทนี้เป็นตัวแทนการขยายตัวของงบทหารในยุโรป ตั้งแต่เครื่องยนต์ ยานเกราะ ไปจนถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ
- Mitsubishi Heavy Industries (ญี่ปุ่น): ปรับตัวตามนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นที่เริ่มผ่อนคลายการส่งออกอาวุธ ทำให้บริษัทมีโอกาสขยายตลาดไปต่างประเทศมากขึ้น
- BAE Systems (อังกฤษ): เป็นหุ้นพื้นฐานที่นักลงทุนระดับสถาบันนิยม เพราะเป็นคู่ค้าหลักในโครงการใหญ่ระดับโลกอย่างเครื่องบินรบ F-35
4. ข้อควรระวังและกลยุทธ์การลงทุน
แม้ทิศทางจะดูเป็นบวก แต่การจะซื้อหุ้นกลุ่มนี้ในปี 2026 ต้องระวังเรื่อง "ราคา" เพราะหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นมาแรงมากแล้วในปี 2025 สิ่งที่ต้องทำคือ:
- อย่าดูแค่ข่าว: ต้องเข้าไปดูไส้ในของบริษัทว่ามีคำสั่งซื้อใหม่ๆ เข้ามาจริงไหม ไม่ใช่แค่เก็งกำไรตามข่าวสงคราม
- กระจายความเสี่ยง: ไม่แนะนำให้ทุ่มเงินก้อนเดียวในหุ้นตัวเดียว อาจพิจารณาลงทุนผ่านกองทุน ETF ที่รวมหุ้นกลุ่มกลาโหมทั่วโลก เพื่อลดความผันผวน
- ติดตามงบประมาณรายปี: คอยอัปเดตแผนงบประมาณของแต่ละประเทศ เพราะนี่คือปัจจัยหลักที่จะทำให้หุ้นกลุ่มนี้วิ่งต่อไปได้หรือไม่
งบประมาณปี 2025 คือ "ฐาน" ที่ช่วยให้เห็นว่าโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นในอุตสาหกรรมนี้ในปี 2026 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับนักลงทุน หัวใจสำคัญไม่ใช่การตามข่าวรายวัน แต่คือการมองหาบริษัทที่มีความสามารถในการส่งมอบงานได้จริงและมีโครงการในอนาคตรองรับ