เจาะลึกวิกฤตที่ทำให้ ความต้องการน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง ทะยานสู่จุดพีก พร้อมวิเคราะห์เหตุผลที่ทำไม หุ้นโรงกลั่นได้ประโยชน์สงคราม จนกำไรพุ่งพีกในรอบหลายปี

ในขณะที่โลกกำลังนั่งไม่ติดเก้าอี้เพราะสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ดูเหมือนว่า "พญาอินทรี" จะไม่ได้เจ็บตัวเหมือนใครเพื่อน เพราะจังหวะนี้ ความต้องการน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง ทะยานขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อตลาดโลกขาดแคลนน้ำมันดิบจากฝั่งตะวันออกกลาง ทุกสายตาจึงต้องหันมาพึ่งพาน้ำมันสำเร็จรูปจากสหรัฐฯ แทน ส่งผลให้ หุ้นโรงกลั่นได้ประโยชน์สงคราม กลายเป็นขุมทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังรุมตอมกันอย่างคึกคัก

ฝั่งโรงกลั่นในเอเชียและยุโรปตอนนี้เรียกว่าเข้าขั้น "กระอัก" เพราะขาดแคลนน้ำมันดิบจนต้องลดกำลังการผลิตลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามออกมาประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เชื่อเถอะว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนมันไม่ได้กลับมาง่ายๆ การเดินเรือยังคงติดขัด และทุกคนต่างตั้งคำถามว่าสัญญาสงบศึกนี้จะเป็นแค่การ "ซื้อเวลา" หรือไม่?

สงครามอิหร่านทำให้ค่าการกลั่นน้ำมัน (Refining Margins) สูงขึ้นจริงหรือไม่?

คำตอบคือ "จริงแท้แน่นอน" โดยเฉพาะกับโรงกลั่นที่อยู่นอกเขตความขัดแย้งอย่างสหรัฐฯ เมื่อการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางถูกตัดขาดจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกจึงหายวับไปกับตา ตามกฎดีมานด์และซัพพลาย เมื่อของขาดแต่ความต้องการเท่าเดิม (หรือเพิ่มขึ้น) ค่าการกลั่นซึ่งก็คือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปจึงดีดตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้กลุ่ม หุ้นโรงกลั่นได้ประโยชน์สงคราม รับกำไรไปเต็มๆ แบบไม่ต้องออกแรงเหนื่อย

ทำไม ความต้องการน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง แรงจนฉุดไม่อยู่?

สหรัฐฯ คือตลาดเชื้อเพลิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตสูงถึง 18 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง Marathon Petroleum, Phillips 66, Valero Energy และ PBF Energy ที่ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ต้นทางของท่อส่งน้ำมันหลักและมีท่าเรือส่งออกของตัวเอง ทำให้การกระจายสินค้าไปทั่วโลกทำได้แบบไร้รอยต่อ

"โรงกลั่นสหรัฐฯ อยู่ในจุดที่ได้เปรียบแบบสุดยอด คือสามารถส่งน้ำมันไปขายในตลาดที่กำลังขาดแคลนได้ในราคาสูง โดยที่วัตถุดิบ (น้ำมันดิบ) ของตัวเองแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการขัดแย้งเลย" — เจฟฟ์ คริมเมล ผู้ก่อตั้ง Krimmel Strategy

ตัวเลขยืนยันความร้อนแรงนี้ได้ดี โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา โรงกลั่นแถบอ่าวเม็กซิโกเดินเครื่องเต็มสูบเฉลี่ยกว่า 95% ทิ้งห่างค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่เพียง 82% เท่านั้น ในขณะที่ฝั่งเอเชียกำลังการผลิตร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 80% ต้นๆ เท่านั้น ชัดเจนว่าฝั่งอเมริกาคือผู้คุมเกมในสมรภูมินี้อย่างเบ็ดเสร็จ

ส่งออกทุบสถิติ แต่คนอเมริกันแอบค้อน?

ยอดส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคมพุ่งทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ นี่คือข่าวดีสำหรับบริษัทพลังงานที่กำไรพุ่งพรวด แต่เป็นข่าวร้ายของผู้ใช้รถในสหรัฐฯ เพราะเมื่อโรงกลั่นเลือกส่งออกไปขายต่างประเทศที่ให้ราคาสูงกว่า ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ทั้งเบนซินและดีเซลจ่อพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามไปด้วย

เทียบส่วนต่างกำไรให้เห็นชัดๆ (Premium over WTI):

  • น้ำมันดีเซล: พุ่งเป็น $72 ต่อบาร์เรล (จากเดิมก่อนสงครามอยู่ที่ $40)
  • น้ำมันเบนซิน: ขยับขึ้นมาที่ $26 ต่อบาร์เรล (จากเดิม $18)

อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งนี้อาจมีขีดจำกัด เมื่อราคาน้ำมันดิบ (Feedstock) พุ่งสูงขึ้นตามความต้องการโลก ทำให้ต้นทุนเริ่มไล่กวดกำไรมาติดๆ ตัวอย่างเช่น Phillips 66 ที่รายงานการขาดทุนทางบัญชีเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกเนื่องจากความผันผวน แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่านี่เป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว เพราะสุดท้ายแล้วกำไรจากการขายน้ำมันสำเร็จรูปที่ราคาพุ่งกระฉูดจะเข้ามากลบส่วนต่างนี้อย่างแน่นอน

สรุปประเด็นสำคัญ ความต้องการน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง

  • วิกฤตในตะวันออกกลาง: ส่งผลให้ ความต้องการน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง เพื่อเติมเต็มส่วนต่างน้ำมันที่หายไปในตลาดโลก
  • ค่าการกลั่นพุ่งกระฉูด: สงครามอิหร่านทำให้ค่าการกลั่นน้ำมัน (Refining Margins) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลบวกโดยตรงต่อโรงกลั่นนอกพื้นที่ขัดแย้ง
  • หุ้นเด่นน่าจับตา: กลุ่ม หุ้นโรงกลั่นได้ประโยชน์สงคราม เช่น Valero และ Marathon Petroleum รับทรัพย์มหาศาลจากส่วนต่างราคาที่ทุบสถิติใหม่
  • ปัจจัยเสี่ยง: แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจะผันผวน แต่ความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปที่แข็งแกร่งยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนกำไร

เมื่อโลกปั่นป่วน แต่สหรัฐฯ กลับกลายเป็นสถานีน้ำมันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในนาทีนี้ สงครามจึงไม่ได้มีแค่ควันปืน แต่มีกลิ่นอายของกำไรมหาศาลที่ไหลเข้ากระเป๋าโรงกลั่นฝั่งอเมริกาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใครที่กำลังจับตาหุ้นพลังงานอยู่ บอกเลยว่าจังหวะนี้คือสมรภูมิที่คุณไม่ควรพลาดสายตา

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! เจาะลึกเทคนิคทำกำไรหุ้นพลังงานก่อนใคร ได้ที่: http://aslan.ai/


ที่มา: www.reuters.com