จากการติดตามความเคลื่อนไหวของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างใกล้ชิด ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้คือการกลับมาอย่างสง่าผ่าเผยของ Citigroup ที่เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาแบบ "หักปากกาเซียน" ทำผลงานได้เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ Wall Street ในทุกมิติ โดยได้รับอานิสงส์เต็ม ๆ จากการพุ่งทะยานของรายได้ในกลุ่มธุรกิจตราสารหนี้ และการปรับโครงสร้างองค์กรที่เริ่มเห็นผลชัดเจน ทำให้ภาพรวม กำไร Citigroup กลายเป็นจุดสนใจหลักของตลาดทุนทันที
Citigroup ทำไมถึงกำไรดีกว่าคาดจากรายได้ตราสารหนี้?
รายได้จากการจัดการหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวิกฤตพลังงาน กลายเป็นขุมทรัพย์หลักของ Citi ในไตรมาสนี้ โดยเฉพาะในส่วนของ Fixed Income (ตราสารหนี้) ที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 13% แตะระดับ 5,200 ล้านดอลลาร์ ชนะคาดการณ์แบบขาดลอย ขณะที่ฝั่ง Equities (หุ้น) ก็ไม่น้อยหน้า พุ่งทะยานถึง 39% กวาดรายได้ไป 2,100 ล้านดอลลาร์ เกินเป้าไปเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ กำไร Citigroup ต่อหุ้น (EPS) พุ่งไปที่ $3.06 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $2.65 อย่างมาก
ทางด้าน Jane Fraser ซีอีโอหญิงแกร่งของ Citigroup ระบุว่า "เราเข้าสู่เฟสสุดท้ายของการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และกว่า 90% ของแผนการปรับโฉมองค์กรใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว" ซึ่งการปรับตัวที่รวดเร็วนี้เองที่ทำให้รายได้รวมของธนาคารแตะ 24,630 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นรายได้รายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลข กำไร Citigroup จะดูสวยหรู แต่ธนาคารยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจาก "ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์" เนื่องจากเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลกทำให้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศมากกว่าคู่แข่งรายอื่น นอกจากนี้ยังมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตสูงกว่าคาดที่ 2,810 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหนี้เสียในกลุ่มบัตรเครดิตรายย่อยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
วิเคราะห์เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญ
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ กำไร Citigroup พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโชคช่วยจากสภาวะตลาดตราสารหนี้ที่ผันผวนเท่านั้น แต่คือข้อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการ "Lean" องค์กรที่ Jane Fraser ผลักดันมาตลอดหลายปี การกล้าตัดขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไรและโฟกัสไปที่กลุ่ม Services และ Markets คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Citi กลับมามีศักยภาพในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่งในกลุ่ม Big Banks ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามต่อไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรที่บรรทัดสุดท้าย แต่คือความสามารถในการควบคุม "Cost of Credit" หรือหนี้เสียจากฝั่งรายย่อย หาก Citi สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงตรงนี้ได้ดีควบคู่ไปกับการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม เราอาจจะได้เห็นการ Re-rating ราคาหุ้นของ Citi ขึ้นไปสู่จุดที่ควรจะเป็นในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญของรายงาน กำไร Citigroup
- กำไร Citigroup พุ่งทะยาน 56%: เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี
- รายได้หลักจาก Fixed Income & Equities: กลุ่มตราสารหนี้และหุ้นทำผลงานได้โตเกินคาดอย่างมาก
- EPS ชนะขาด: กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $3.06 สูงกว่าที่ Wall Street คาดการณ์ไว้ที่ $2.65
- Transformation ใกล้เสร็จสมบูรณ์: แผนการปรับโครงสร้างองค์กรคืบหน้าไปแล้วกว่า 90%
- ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง: หนี้เสียจากบัตรเครดิตรายย่อยและความผันผวนจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
Citigroup ภายใต้การนำของ Jane Fraser กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าการปรับทัพใหม่ครั้งนี้เริ่มผลิดอกออกผลเป็นกำไรมหาศาล และทำให้ยักษ์หลับตนนี้กลับมาทวงบัลลังก์ในใจนักลงทุนได้อย่างเต็มภาคภูมิในชั่วโมงนี้
อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือ! เจาะลึกกลยุทธ์ที่ทำให้ Citi ทุบสถิติกำไรในรอบทศวรรษ พร้อมบทวิเคราะห์หุ้นธนาคารที่คุณหาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ คลิกเลย! https://aslan.ai/
ที่มา: www.cnbc.com